บทความส่งเสริมสุขภาพ

 

 

“สารไอโอดีน” มีความสำคัญกับคนทุกช่วงวัย หากขาดสารนี้ไปจะส่งผลต่อความบกพร่องด้านพัฒนาการสมอง ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระ แกรน แต่หลายคนยังมีความเชื่อที่ผิดอยู่ อยากรู้ไปดูกัน

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุ คนไทยยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีนซึ่งพบบ่อย ได้แก่

  1. ไอโอดีนขาดแล้วเป็นแค่คอพอก แต่ไม่รู้ว่าส่งผลกระทบต่อไอคิว
  2. เด็กเท่านั้นที่ต้องการไอโอดีน ผู้ใหญ่ไม่มีความจำเป็น
  3. คนชนบทเท่านั้นที่ขาดไอโอดีน ส่วนคนในเมืองไม่ขาด
  4. เกลือทะเลมีไอโอดีน และเพียงพอต่อความต้องการ
  5. เกลือไอโอดีนเค็มกว่าเกลือธรรมดา
  6. ใช้เกลือไอโอดีนดองผักและทำปลาร้าจะทำให้สีของอาหารไม่สวย
  7. กินอาหารทะเลก็ทดแทนเกลือไอโอดีนได้
  8. คนไทยน้อยมากที่รู้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเป็นกฏหมายที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสต้องเสริมไอโอดีน


............................................................................................................................



............................................................................................................................

   

............................................................................................................................


การดูแลตนเองยามปกติในผู้สูงอายุ คือ การทำให้ชีวิตมีสุขภาพที่ดี ซึ่งแนวทางการ มีสุขภาพที่ดีสามารถปฏิบัติตามหลัก 10 อ. ประกอบด้วย

1. อาหาร ผู้สูงอายุยังคงต้องการสารอาหารต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับวัยผู้ใหญ่ แต่ควรลดอาหารประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรตลง ส่วนอาหารประเภทโปรตีนควรเป็น เนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลาและไข่ขาว ส่วนไข่แดงควรกินไม่เกินสัปดาห์ละ 3 ฟอง นอกจากนี้ควรกินผักและถั่ว รวมทั้งผลไม้ให้มาก แต่ควรเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัด จนเกินไป เพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค เช่น โรคเบาหวาน ได้

2. ออกกำลังกาย เพื่อให้มีร่างกายแข็งแรง สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งจะทำให้การทรงตัวดีขึ้น ไม่หกล้มง่าย ผู้สูงอายุจึงควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

3. อนามัย ผู้สูงอายุควรรู้จักสังเกตการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ระบบขับถ่าย ควรพยายามลด ละ เลิกสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น เหล้า บุหรี่ และพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ สำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

4. อุจจาระ ปัสสาวะ ผู้สูงอายุจะต้องให้ความสนใจเรื่องการขับถ่ายให้มากเป็นพิเศษ หากมีปัญหาขับถ่ายยาก ถ่ายลำบาก หรือกลั้นการขับถ่ายไม่ได้ ก็ควรรีบแก้ ปัญหาไปตามสาเหตุ

5. อากาศ และแสงอาทิตย์ ผู้สูงอายุควรได้อยู่ในสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นธรรมชาติ มีอากาศบริสุทธิ์ และควรได้รับแสงแดดบ้าง

6. อารมณ์ ผู้สูงอายุจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เช่น หงุดหงิด โมโห โกรธง่าย ทำให้ขาดสติในการพิจารณาไตร่ตรองเหตุผล ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับบุคคลอื่นได้ ง่าย และต้องหาวิธีควบคุมอารมณ์ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การทำสมาธิ การศึกษาธรรมะ จะช่วยให้ผ่อนคลาย มีสติมากขึ้น

7. อดิเรก ผู้สูงอายุควรหางานอดิเรกทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือลดการหมกมุ่นในสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

8. อบอุ่น การเป็นบุคคลที่มีบุคลิกโอบอ้อม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือสมาชิกใน ครอบครัวและบุคคลอื่น เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

9. อุบัติเหตุ ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุโดยวีการต่าง ๆ เช่น สายตายาวต้องใส่แว่นสายตา ได้ยินไม่ชัดเจนต้องไปตรวจหูเพื่อแก้ไข ถ้ามีสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมต้อง ไปปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

10. อนาคต ผู้สูงอายุต้องเตรียมเงินและที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินชีวิต


............................................................................................................................

#สุขภาพดีได้ 10 อ.   ด้วยความปรารถนาดีจากเทศบาลตำบลพนมสารคาม  

1. อาหาร: กินหลากหลาย ไม่หวาน หรือมัน เค็มจัด กินผักผลไม้สด

2. ออกกำลังกาย: เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่อยู่กับที่นานๆ

3. ไม่อดทน: นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ

4. เช็คอัพ: สังเกตสุขภาพ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

5. ไม่รับสารอันตราย: งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด

6. ไม่ทำกิจกรรมอันตราย: ระมัดระวัง ไม่ประมาท

7. ไม่อ้วน: ควบคุมน้ำหนัก

8. ติดอาวุธ: สร้างภูมิคุ้มกัน เลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ

9. อารมณ์: คิดบวก มองแง่ดี

10. จิตอาสา: ทำดีด้วยหัวใจ


............................................................................................................................

 
ไขมันทรานส์
 
กระแสการแบนไขมันทรานส์หลังจากกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศห้ามผลิต นำเข้า จำหน่ายไขมันทรานส์ [อ่านข่าวกระทรวงสาธารณสุข ประกาศห้ามผลิต - นำเข้าไขมันทรานส์ มีผลอีก 180 วัน] ทำให้คนไทยเราตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันอีกครั้ง และถึงเวลาต้องปรับพฤติกรรมการกินกันยกใหญ่ แต่หากใครที่ยังสงสัยว่า ไขมันทรานส์ คืออะไร แล้วอาหารอะไรบ้างที่มีไขมันทรานส์ไม่ควรทาน เรารวบรวมข้อสงสัยต่าง ๆ มาเคลียร์ให้เข้าใจกันแล้ว
 
 
1. ไขมันทรานส์ คืออะไร ?


          ไขมันทรานส์ คือ ไขมันที่เกิดจากการนำไขมันจากพืช หรือไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันพืช มาเติมฟองอากาศจากไฮโดรเจนลงไปบางส่วน (Partially Hydrogenated Oil) เพื่อแปลงสภาพให้กลายเป็นของแข็ง หรือกึ่งเหลว กลายเป็นไขมันอิ่มตัว อย่างเช่น เนยเทียม เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation)

          และนอกจากไขมันทรานส์ที่ผลิตขึ้นมาเองแล้ว ไขมันทรานส์ก็ยังสามารถพบได้ธรรมชาติในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์และนม แต่มีในปริมาณที่เล็กน้อยค่ะ

 
ไขมันทรานส์
 

2. ไขมันทรานส์ ผลิตขึ้นมาเพื่ออะไร ?

          ไขมันทรานส์ถูกผลิตขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะว่าเป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงสามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น ไม่ต้องกลัวว่าจะเหม็นหืนหรือเป็นไข ช่วยยืดอายุอาหาร อีกทั้งยังสามารถทนความร้อนได้สูง เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง และมีรสชาติใกล้เคียงกับไขมันที่มาจากสัตว์

          นอกจากนี้ ข้อสำคัญที่ทำให้ไขมันทรานส์ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการประกอบอาหารก็คือมีราคาถูกกว่าไขมันประเภทอื่น ๆ ก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการได้ด้วย

 
ไขมันทรานส์
 

3. ไขมันทรานส์ อันตรายอย่างไร ?

          โดยปกติแล้ว ไขมันอิ่มตัวในอาหารที่เราทานเข้าไปก็จะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในร่างกายอยู่แล้ว แต่ไขมันทรานส์นี่ร้ายกาจกว่าไขมันอิ่มตัวเป็น 2 เท่า เพราะนอกจากจะเพิ่ม LDL แล้ว ยังไปลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) อีกต่างหาก จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้สูงขึ้น และอีกสารพัดโรคที่จะตามมาทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตับทำงานผิดปกติ นิ่วในถุงน้ำดี จอประสาทตาเสื่อม เสี่ยงอัลไซเมอร์ ฯลฯ

 
ไขมันทรานส์
 

4. ไขมันทรานส์ ไม่ควรทานเกินเท่าไหร่ ?

          ถ้าไม่ทานได้ยิ่งดี แต่เอาเข้าจริง ๆ คงเลี่ยงกันยาก ดังนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 1% ของพลังงานที่เราได้รับต่อว่า ซึ่งพลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ก็เท่ากับว่าเราไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็น 0.5 กรัม (500 มิลลิกรัม) ต่อหน่วยบริโภค เพื่อสุขภาพดี
 
ไขมันทรานส์

 
5. อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง มีอะไรบ้าง ?

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ไขมันทรานส์ แฝงอยู่ในอาหารหลากหลายชนิด รวมทั้งขนมอร่อย ๆ ที่เห็นแล้วชวนให้น้ำลายสอ อย่างเช่น

 
          - ขนมอบ เบเกอรี่ ที่มักใช้มาร์การีน วิปปิ้งครีม เนยขาว (ชอตเทนนิ่ง) ชีสเป็นส่วนผสม เช่น โดนัท ขนมเค้ก พาย คุกกี้ เวเฟอร์ บราวนี่ พิซซ่า ครัวซองต์ แซนวิช ขนมเปี๊ยะ โรตี ป๊อปคอร์นที่ใช้เนยเทียมคั่ว
 
          - เครื่องดื่มสำเร็จรูป ประเภทที่มีครีมเทียม วิปปิ้งครีม นมข้นหวาน นมข้นจืด ส่วนผสมเหล่านี้บางชนิดก็มีไขมันทรานส์
 
          - อาหารทอดซ้ำ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ไก่ทอด หมูทอด มันฝรั่งทอด

          อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งตกอกตกใจว่าจะทานขนมเหล่านี้ไม่ได้เลยนะคะ เพราะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่แต่ละร้านใช้ประกอบอาหารด้วย บางร้านอาจจะไม่ได้ใช้เนยเทียม มาร์การีน หรือครีมเทียมก็ได้ เช่น เบเกอรี่โฮมเมด หรือข้าวโพดคั่วที่ใช้เนยสด ร้านเครื่องดื่มที่ใช้นมสดแทนครีมเทียม หรือบางร้าน บางแบรนด์ก็ระบุไว้เลยว่า "ไม่มีไขมันทรานส์" ดังนั้นถ้าไม่อยากเสี่ยงไขมันทรานส์ก็ต้องเลือกทานเอานะ

          - เช็กลิสต์ไขมันทรานส์ พบในขนมชนิดใดบ้าง ทราบแล้วเลี่ยง ! 
 
ไขมันทรานส์
 
6. น้ำมันพืชบรรจุขวดที่ผ่านกรรมวิธี คือไขมันทรานส์ ?


          พอบอกว่า ไขมันทรานส์คือน้ำมันพืชที่นำไปผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน ก็เลยทำให้หลายคนเข้าใจว่า น้ำมันพืชที่เขียนข้างขวดว่าผ่านกรรมวิธี คือ ไขมันทรานส์แน่ ๆ เลย แต่จริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องกรรมวิธีในการกลั่นน้ำมันเท่านั้น ไม่ใช่การเติมไฮโดรเจนเพื่อแปลงสภาพให้เป็นของแข็งหรือกึ่งเหลวแต่อย่างใด ดังนั้น น้ำมันพืชในรูปของเหลวก็ไม่ใช่ไขมันทรานส์อย่างที่กังวลกัน

 
ไขมันทรานส์
 

7. ใช้น้ำมันพืชทอดอาหาร จะเกิดไขมันทรานส์จริงไหม ?

          หลายคนน่าจะเคยได้ยินว่า หากนำน้ำมันพืชไปผัดไปทอดแล้วจะเกิดไขมันทรานส์ขึ้น แต่เรื่องนี้ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เป็นความเข้าใจผิดค่ะ โดยมีงานวิจัยพบว่า ถ้าน้ำมันพืชโดนความร้อนสูงมาก ซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบ จะมีไขมันทรานส์เกิดขึ้นก็จริง แต่ปริมาณน้อยมาก น้อยกว่าที่เราได้รับจากไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเสียอีก ดังนั้น ถ้านำมาใช้ปรุงอาหารแค่ครั้งเดียวก็ไม่ต้องกลัวอะไร แต่ที่มีคำเตือนไม่ให้นำมาทอดซ้ำบ่อย ๆ เพราะเขากลัวว่าจะเกิดสารก่อมะเร็งมากกว่า

 
ไขมันทรานส์
 

8. ไขมันทรานส์ 0% = ไม่มีไขมันทรานส์ แน่หรือ ?

 
          ถึงจะเขียนข้างกล่องหรือหลังซองว่า Trans Fat 0% ก็อย่าเพิ่งวางใจว่าจะปลอดไขมันทรานส์ชัวร์ ๆ เพราะตามกฎหมายของแต่ละประเทศ อนุญาตให้เขียน Trans Fat 0% หรือ 0 gram trans fat ได้ หากมีปริมาณไขมันทรานส์ไม่ถึง 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เท่ากับว่าอาหารหรือขนม 1 ชิ้นที่เราทานเข้าไป ก็อาจมีไขมันทรานส์อยู่ 0.5 กรัม หากทานเพลิน ๆ ไปหลายชิ้นก็รับไขมันทรานส์ไปเต็ม ๆ เลย


          นั่นจึงทำให้กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศห้ามผลิต นำเข้า จำหน่ายอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์เด็ดขาด เพื่อปิดช่องโหว่ 0% นี่ล่ะ

          การออกประกาศของกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ทำให้เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ของวงการอาหารเลย แต่ก็ช่วยให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ได้ใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ด้วยการบอกลาอาหารอันตราย แล้วหันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อลดความเสี่ยงโรคร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต 
............................................................................................................................

ไขข้อสงสัย! การตั้งครรภ์

 

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์มือใหม่คงมีคำถาม หรือข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่ไหมคะ เรามาพูดคุยกับ พญ.สร้อยสุวรรณ บรรณเสถียนศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่จะมาตอบคำถามไขข้อสงสัยให้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์กันค่ะ

 

สังเกตอย่างไรว่าท้อง?

อาการเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ คือ การขาดประจำเดือนหรือประจำเดือนไม่มา ซึ่งในบางรายอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย แต่ในบางรายอาจมีอาการต่างๆ ร่วมด้วย เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เหม็นอาหาร อ่อนเพลีย ขี้เกียจ

ในบางรายอาจจะมีประจำเดือนมาช้า หรือมีเลือดออกผิดปกติ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ ควรมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยว่าตั้งครรภ์หรือไม่

 

เมื่อสงสัยว่าต้องครรภ์?

หากสงสัยว่าตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเองได้โดยการใช้อุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์ก่อนได้ค่ะ

และถ้าทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจครรภ์ ว่าตั้งครรภ์จริงหรือไม่ และมีอายุครรภ์เท่าไร โดยคุณหมอจะทำการซักประวัติและทำการอัลตราซาวนด์เพื่อดูอายุครรภ์

  • การอัลตราซาวนด์ในระยะที่เริ่มต้นการตั้งครรภ์ เป็นผลดีต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ เพราะจะทำให้ทราบว่าเป็นการท้องในมดลูก หรือ ท้องนอกมดลูก
  • ทราบอายุครรภ์ที่แน่นอน
  • สามารถกำหนดช่วงวันคลอดได้อย่างแม่นยำ

 

“ท้องนอกมดลูก” อันตราย!

การท้องนอกมดลูก คือ การตั้งครรภ์อยู่บริเวณอื่นนอกโพรงมดลูก โดยส่วนใหญ่มักพบในบริเวณท่อนำไข่ และยังพบว่ามีการตั้งครรภ์ที่บริเวณอื่น เช่น ปากมดลูก รังไข่ หรือในช่องท้อง ซึ่งหากพบว่ามีการท้องนอกมดลูก จะต้องมีการยุติการตั้งครรภ์ โดยอาจใช้วิธีการผ่าตัด หรือการรักษาโดยการใช้ยา

หากเกิดการท้องนอกมดลูกแล้ว คุณแม่สามารถมีโอกาสตั้งครรภ์ใหม่ได้ แต่ขณะเดียวกันคุณแม่ก็มีความเสี่ยงที่จะท้องนอกมดลูกได้ ดังนั้น คุณแม่จึงควรรีบมาปรึกษาและเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

สาเหตุของการท้องนอกมดลูก

การท้องนอกมดลูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีพังผืดบริเวณท่อนำไข่จากการติดเชื้อที่บริเวณอุ้งเชิงกรานมาก่อน  เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ซึ่งส่งผลให้ท่อนำไข่มีการตีบตัน หรือในบางรายอาจไม่มีสาเหตุใดๆ มาก่อนก็สามารถเกิดการท้องนอกมดลูกได้เช่นกัน

 

เมื่อตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์มาเข้าพบคุณหมอจะทำการตรวจดังนี้

  • ซักประวัติ
  • ตรวจร่างกายเพื่อดูความผิดปกติทางร่างกายหรือมีโรคประจำตัวหรือไม่
  • เจาะเลือดเพื่อฝากครรภ์ เพื่อตรวจโรคธาลัสซีเมีย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ต่างๆ

 

ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ที่คุณแม่ต้องระวัง

"ภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์" เป็นภาวะและอาการต่างๆ ที่พบร่วมกับการตั้งครรภ์ และมีผลเสียต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคุณแม่ และทารกในครรภ์ หากได้รับการดูแลไม่ถูกต้อง โดยภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ที่เรามักพบบ่อย ได้แก่

 

  • เบาหวานขณะตั้งครรภ์

เกิดจากฮอร์โมนของรกหรือสารเคมีที่ไปยับยั้งการทำงานของอินซูลินที่ทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่ตั้งครรภ์ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน เคยคลอดลูกที่มีน้ำหนักเกิน 4,000 กรัม มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน สำหรับการดูแลเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากไม่ควบคุมอาจทำให้เกิดการช็อกได้ และอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้ คุณแม่หลายท่านคงส่งสัยว่า หากเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะหายไหม? ไม่ต้องกังวล เพราะเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะหายไปเมื่อทำการคลอดแล้ว โดยแพทย์จะทำการตรวจเช็คอีกครั้งหลังจากคลอดบุตร

 

  • ครรภ์เป็นพิษ

เป็นภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ที่เป็นอันตราย โดยคุณแม่จะมีความดันโลหิตสูงกว่า 160/110 มิลลิเมตรปรอท และตรวจพบว่ามีโปรตีนออกมามากในปัสสาวะ หากมีภาวะครรภ์เป็นพิษจะมีอาการ ปวดศีรษะ ตาพร่า จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ บวมเร็ว และมีน้ำหนักเพิ่มเร็วขึ้น หากคุณแม่มีอาการผิดปกติข้างต้น ให้รีบพบแพทย์ทันทีเพราะเป็นภาวะอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องอาจทำให้เสียชีวิตได้ 

 

ปัจจัยเสี่ยงของครรภ์เป็นพิษ มักพบในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือเคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษมาก่อน

 

  • คลอดก่อนกำหนด

คือ การคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ ทารกมักมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,500 กรัม เป็นภาวะที่มีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด เช่น คุณแม่มีประวัติเคยคลอดก่อนกำหนด มีครรภ์แฝด ท้องใหญ่มากหรือทารกมีขนาดตัวใหญ่ หรือภาวะครรภ์เป็นพิษมีเหตุให้คลอดก่อนกำหนด ภาวะรกเกาะต่ำ มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น ดังนั้น คุณแม่ควรดูแลตนเอง และปรึกษาแพทย์ หากพบว่าตนมีปัจจัยเสี่ยงเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

 

การคลอดก่อนกำหนดมีผลต่อเด็กทารกอย่างไรบ้าง

หากมีการคลอดก่อนกำหนดมาก เช่น คลอดภายในช่วง 27 – 28 สัปดาห์ สิ่งที่ต้องกังวลคือ ปอดของทารกในครรภ์จะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ เด็กไม่สามารถหายใจเองได้ อาจมีปัญหาเกี่ยวกับตา ลำไส้อักเสบ ซึ่งหากคุณแม่มีภาวะคลอดก่อนกำหนด โดยที่ปากมดลูกยังไม่เปิด ทางแพทย์จะมีการให้ยาเพื่อยับยั้งการคลอด และให้ยากระตุ้นปอดเด็ก

 

การคลอดเกินกำหนด

นอกจากการคลอดก่อนกำหนดแล้ว ยังมีภาวะคลอดเกินกำหนดด้วย คือ อายุครรภ์เกิน 40 สัปดาห์ โดยแพทย์จะให้คุณแม่ทำการคลอดภายใน 42 สัปดาห์ แพทย์จะนัดมาเร่งคลอดเพื่อให้คลอดเองทางช่องคลอด หรือทำการผ่าตัดคลอด ในกรณีที่ปากมดลูกไม่เปิด การคลอดเกินกำหนดหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตราย เพราะรกจะเสื่อมไปตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น น้ำคร่ำจะลดน้อยลง ซึ่งจะไม่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์

 

อาการผิดปกติขณะตั้งครรภ์ที่ควรรีบมาพบแพทย์

หากคุณแม่มีอาการดังต่อไปนี้ นั่นถือเป็นสัญญาณอันตรายระหว่างตั้งครรภ์ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที

  • มีน้ำเดิน
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • มีอาการภาวะครรภ์เป็นพิษ ปวดศีรษะ ตาพร่า จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ บวมเร็ว และมีน้ำหนักเพิ่มเร็วขึ้น
  • ลูกดิ้นไม่ครบวันละ 10 ครั้ง เมื่ออายุครรภ์ 7 เดือนขึ้นไป
  • มีอาการมดลูกบีบตัวถี่กว่า 10 นาที โดยนอนพักแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น

 

คุณแม่ควรตรวจอัลตร้าซาวนด์เมื่อไร? และบ่อยแค่ไหน?

เมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองมีการตั้งครรภ์ จำเป็นจะต้องเข้ารับการตรวจอัลตร้าซาวนด์ เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพของทารกในครรภ์ และประเมินน้ำหนัก ปริมาณน้ำคร่ำ เป็นระยะ โดยคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรเข้ารับการตรวจอัลตร้าซาวนด์ อย่างน้อย 3 ครั้ง 

  • ครั้งที่ หลังจากที่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ควรทำการอัลตร้าซาวนด์เพื่อดูว่าเป็นการท้องในมดลูกหรือนอกมดลูก และเพื่อกำหนดอายุครรภ์ และกำหนดวันคลอด 
  • ครั้งที่ เมื่อมีอายุครรภ์ 18 – 20 สัปดาห์ เพื่อเป็นการตรวจความสมบูรณ์ของอวัยวะของทารกในครรภ์ 
  • ครั้งที่ 3 เมื่อมีอายุครรภ์ 30 – 34 สัปดาห์ เพื่อดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ น้ำหนัก และตรวจว่ามีความผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นหรือไม่ และเพื่อเป็นการวางแผนคลอด 

 

*อย่างไรก็ตามคุณแม่อาจได้รับการอัลตร้าซาวนด์ที่บ่อยกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ที่ดูแลการฝากครรภ์ 

 

การตรวจความผิดปกติของโครโมโซมทารก

นอกจากการฝากครรภ์แล้ว แพทย์จะทำการอัลตราซาวนด์ตรวจการเจริญเติบโต ตรวจความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเมื่อครบกำหนดอายุครรภ์ นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกกว่า 35 ปี จะต้องมีการตรวจโครโมโซม เพื่อเป็นการคัดกรองภาวะผิดปกติของโครโมโซม เช่น โรคดาวน์ซินโดรม โดยสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 9 สัปดาห์

การตรวจความผิดปกติของโครโมโซมทารก โดยการเจาะเลือด สามารถเจาะได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป ข้อดี คือไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรเหมือนการเจาะน้ำคร่ำ และปัจจุบันมีความแม่นยำของผลการตรวจถึง 99%

 

การออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้ โดยใน 3 เดือนแรกควรงดออกกำลัง เลือกการออกกำลังกายที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุน้อย เช่น การเดินเร็ว โยคะ ว่ายน้ำ เป็นต้น

 

"ท้อง" มีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่?

สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ในระหว่างครรภ์ โดยงดมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 3 เดือนแรก และต้องไม่มีข้อห้ามต่างๆ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ มีประวัติเคยคลอดลูกก่อนกำหนด

 

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทานอะไร?

คุณแม่ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และถูกสุขลักษณะ เน้นโปรตีน เนื้อสัตว์ นม ไข่ ทานผัก ผลไม้ในปริมาณที่มากขึ้น พยายามลดการทานของหวาน ของมัน เพื่อที่คุณแม่จะได้ไม่อ้วนมากจนเกินไป และควรทานอาหารหลากหลายชนิดหมุนเวียนกันไป ไม่ทานอาหารเดิมๆ ซ้ำๆ และสามารถทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ ได้วันละ 1 แก้ว และที่สำคัญควรงดการดื่มเหล้า และสูบบุหรี่



............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

 

Visitors: 53,070